ShortStory

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา...

เราเดินขึ้นมาจากรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งเรากำลังจะเดินกลับบ้าน...

เราเดินไปตามฟุตบาธ...

บนฟุตบาธนั้น...

มีผู้หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง...

เธอใส่หมวก...

ใส่เสื้อแขนยาวสีเข้ม...

กางเกงขายาวสีเข้ม...

และในมือถือไม้กวาด...

เธอกำลังง่วนอยู่กับการกวาดฟุตบาธที่เต็มไปด้วยฝุ่น...

ตอนที่เราเดินไป หญิงวัยกลางคนผู้นี้ได้ยืนขวางทางเราโดยที่ไม่รู้ตัว...

เพราะเธอยืนหันหลังให้เรา...

เราหยุดยืนรอเธอผู้นั้น...

ซักพักเธอก็หมุนตัวกลับมาเจอเราที่ยืนอยู่...

ดวงหน้ากร้านแดดที่เต็มไปด้วยเหงื่อไหลไคลย้อยบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าทางกาย...

เธอมีสีหน้าตกใจ...

ก่อนจะผงกหัวให้เราเล็กน้อย...

อย่างที่มีความหมายว่า"ขอโทษ"...

และเธอก็เบี่ยงตัวหลบไป...

เราจึงเดินต่อไป...

แต่อะไรซักอย่าง...

ที่ทำให้เราหมุนตัวกลับมา...

และฉีกยิ้มให้หญิงคนนั้นด้วยความจริงใจ...

ก่อนจะผงกหัวให้...

แทนคำว่า...

"ขอบคุณค่ะ"...

พลัน...

ใบหน้าที่ส่อเค้าความเหนื่อยล้าและหม่นหมอง...

ก็สว่างวาบขึ้นมาด้วยรอยยิ้มตอบ...

เราหันกลับไป...

ก่อนจะเดินกลับบ้านอย่างเงียบๆ...

เธอก็หันกลับไป...

ก่อนจะกวาดพื้นฟุตบาธต่อไปอย่างเงียบๆ...

ถ้าหากว่า...

เราเดินเลยผ่านไป...

โดยไม่หันกลับมา...

เราอาจจะไม่ได้เสียพลังงานในการหมุนตัว...

หรืออาจจะไม่ได้เสียเวลาหยุดยืน...

แต่เราก็จะไม่ได้เห็นรอยยิ้มของคนไทยที่มีให้พี่น้องร่วมประเทศ...

...จบ...

...เหนื่อย...

คุณเคยบ้างไหม...

อาการที่ว่า...

ตื่นมาตอนเช้ามืด แล้วนึกถึงสิ่งที่ต้องทำในวันนี้แล้ว...นั่งร้องไห้...

นอนตอนตี2 ตื่นมาตี4...แล้วต้องไปเรียนต่อถึง4โมงเย็น แล้วต้องหอบงานกลับมาทำที่บ้าน...

ซึ่งเป็นงานที่ไมรู้ว่าชาติไหนมันจะเสร็จ...

...แถม...

ไม่ได้มีงานนี้งานเดียว

งานอื่นๆอีกเยอะแยะ...ที่ปฏิเสธไม่ได้

นั่งร้องไห้ด้วยความทุเรศตัวเอง...

ปวดหลัง...ปวดแขน...ปวดขา...

ไม่ไหวแล้ว...ง่วงก็ง่วง...เราอยากนอน...

ไม่เอาแล้ว...

ไม่เรียนแล้ว...

ไม่ทำงานแล้ว...

...คิดไปนั่น...

สุดท้ายก็ลุกจากเตียง...

เดินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อ...เตรียมไปทำงาน...

แล้วก็จำใจลากสังขารไปเรียน...

ความรู้อันมหาศาลก็ถูกยัดเข้าใส่หัว...

ปวดหัว...

เราจำใจเรียนไปถึง4โมงเย็น...

เราเดินกลับบ้าน...

นั่งรถไฟฟ้าBTS...

ต่อMRT...

ลงที่หน้าปากซอยที่บ้าน...

เราค่อยๆเดินจากสถานีไปที่วินมอไซค์...

สายกระเป๋าที่หนักอึ้งไปด้วยหนังสือเล่มหนาถ่วงไหล่ข้างขวาของเราให้ทรุดลง...

ขาทั้งสองข้างลากไปช้าๆตามพื้นคอนกรีตสีหม่น...

พ่อไปทำงานต่างประเทศ...

แม่ไปรับพี่สาวที่เรียนพิเศษ...

...เราก็เรียนพิเศษเมือนกันนะ...

...ทำไมไม่ไปรับเราบ้างล่ะ...

ความเหนื่อยในตัวมันแปรเปลี่ยนความรู้สึกต่างๆไปในแง่ลบ...

โลกทั้งใบดูหม่นหมองราวกับผ้าขี้ริ้วที่ไร้การซักล้าง...

เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาตามใบหน้าด้วยความร้อนระอุของประเทศไทย...

แขนขวากระชับม้วนกระดาษสีขาวให้มั่นมือ...

ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ6โมงเย็น...วันนี้เรากลับสาย...เพราะไปเอางานมา...

วินมอไซค์เลิกแล้ว...

เราจำใจเดินจากปากซอยเข้าบ้านเป็นระยะทางกว่า3กิโล...

ยิ่งเดิน...

ร่างกายก็ยิ่งหนักอึ้ง...

หัวใจก็ยิ่งหนักอึ้ง...

น้ำตาเอ่อล้นที่ขอบตาทั้งสองข้าง...

ของเหลวใสใสไหลรินลงมาจากดวงตา...

ลูกสะอื้นพุ่งขึ้นมาจุกที่คอ...

ก่อนจะเปล่งออกมาเป็นเสียงสะอื้นเบาๆ...

ที่กลืนหายไปกับเสียงรถยนต์บนถนน...

ฉันเดินมาจนหยุดที่หน้าบ้าน...

ค่อยยกแขนเล็กๆของตัวเองขึ้นเลื่อนประตูรั้วเหล็กอันใหญ่...

เมื่อฉันก้าวเข้าไปในตัวบ้านแล้ว...

เสียงมือถือก็ดังขึ้น...

ฉันรับขึ้นมา...

สเยีงนั้นคือเสียงของผู้เป็นแม่...

แม่บอกว่า...

พี่ยังไม่ได้กินข้าวเลย...

ทำข้าวให้พี่สาวกินด้วยนะ...

...ค่ะ...

ฉันตอบกลับไป...

น้ำตาที่หยุดไหลแล้ว...

กลับไหลทะลักยิ่งกว่าเดิม...

สัญญาณตัดไป...

มือถือล่วงหล่นจากมือของฉัน...

พลัน...

สติของฉันก็วูบไหว...

ฉันไม่สามารถบังคับตนเองได้...

ร่างของฉันล้มลงไปกระแทกเข้ากับพื้นบ้าน...

และแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น...

พร้อมกับสายอัสสุชลที่มิหยุดหลั่งริน...

++++++

กูเหนื่อยว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!

เรื่องนี้แต่งเรพาะความบ้า ไม่ได้มีความจริงประการใดผสมอยู่เลยนะครับ= ="

ความเฟลเริ่มปลิวหายไปกับสายลมแห่งกำลังใจ...

ช่วงนี้รู้สึกเบลอมากอะไรก็จำไม่ค่อยได้แถมเหม่อบ่อยกว่าแต่ก่อนอีก= =

อ่ามีเรื่องสั้นๆมาแปะ แต่งไว้สองสามวันแล้วแหละ มีความรู้สึกว่าสำนวนมันเน่าลง ซิกๆ TT TT"

ชื่อ first meeting [ชื่อเหมือนฟิคท่านเจ๊เรยอ้ะ=[]=!]

แรงบันดาลใจจากพี่สาวที่นั่งแต่งฟิคอยู่ข้างๆ

ดวงจันทราแลดาราอันสุกสกาวลอยเด่นเป็นสง่าอยู่กลางท้องนภาอันกว้างใหญ่และทอแสงสีเงินอาบผืนป่าอันกว้างใหญ่ไปพร้อมกับการทาทาบเงาลงบนผืนวารีอันนิ่งสงบ

ดวงตาสีดำสนิทหม่นหมองราวกับถ่านทอดมองไปยังพื้นน้ำอันนิ่งสงบเบื้องหน้า เส้นผมสีเงินสลวยราวกับเส้นไหมชั้นเลิศปลิวไปตามสายลมยามรัตติกาลซึ่งหอบเอากลิ่นไอแห่งพฤกษาชาติมาโอบอุ้มร่างบางของหญิงสาวไว้

มือเรียวเล็กยกขึ้นสัมผัสกับผิวน้ำอย่างแผ่วเบา ความเยียบเย็นแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของหญิงสาว สัมผัสที่ลื่นไหลโลมเลียไปทั่วนิ้วมือทั้งห้าอย่างช้าๆ

ความคิดและสติล่องลอยคล้อยตามไปกับบรรยากาศแห่งป่าดงพงไพร เสียงแผ่วเบาของเหล่าสรรพสัตว์ในป่าใหญ่แว่วผ่านโสตประสาทไปช้าๆหมอกเมฆที่บางเบาเริ่มโรยตัวลงทั่วบริเวณและบดบังเอาวิสัยทัศน์ออกจากสายตาของหญิงสาว กลิ่มหอมแห่งบุบผานานาพรรณไหลผ่านจมูกของหญิงสาวโดยที่เจ้าตัวมิได้สนใจ

พลันลำนำอันไพเราะก็ดังกังวานก้องแทรกผสมไปกับอณูของอากาศธาตุไหลผ่านใบหูเรียวของหญิงสาวดึงเอาความสนใจของนางไปจนหมดสิ้น

เสียงดนตรีอันประกอบด้วยท่วงทำนองที่ราวกับมีนางอัปสรออกมาร่ายรำคลอเคลียไปตามจังหวะ โน้ตดนตรีอันกังวานสดใสราวกับหยาดน้ำค้างยามอรุณรุ่งทิ้งตัวลงไปยังพื้นธรณีเป็นเสียงเพลง ความรู้สึกเศร้าหมองหมุนวนไปกับตัวโน้ตพร้อมกับรอยยิ้มที่หมุนวนไปกับท่วงทำนอง

ดวงตาสีดำของหญิงสาวกวาดหาต้นกำเนิดของเสียงเพลงนั้นอย่างรวดเร็ว พลันสายตาของนางก็ไปสะดุดกับร่างระหงส์ของหญิงสาวอีกนางหนึ่งที่ซึ่งมิอาจจะมีใครทราบได้ว่านางมานั่งอยู่ที่โขดหินกลางสายน้ำนี้ตั้งแต่เมื่อใด

ดวงหน้าหวานประหนึ่งหยาดน้ำผึ้งอันบริสุทธิ์และดวงแก้มสีระเรื่อสวย ดวงเนตรสีฟ้าประกายแสงอ่อนรับเข้ากับเรือนผมยาวสยายสีน้ำเงินเข้มดั่งท้องฟ้าในยามนี้ แพรผ้าสีขาวบางปลิวไสวดึงดูดสายตาห่อหุ้มร่างบางเอาไว้ นิ้วมือเรียวยาวกรีดกรายลงบนพิณสีเงิน สร้างท่วงทำนองอันน่าหลงไหลให้ดังกังวานสะท้อนพื้นวารีเบื้องล่าง ริมฝีปากสีชมพูจางขับเนื้อเพลงแห่งลำนำให้ขับขานยั่วยวน

หญิงสาวผมสีเงินรอจนบทเพลงนั้นจบลง พร้อมกับการกรีดพิณเป็นครั้งสุดท้ายของหญิงสาวนางนั้น เมื่อเพลงนั้นสิ้นสุดดวงตาสีฟ้าก็ค่อยๆกวาดมาหาหญิงสาวผมสีเงินอย่างช้าๆ ก่อนจะแย้มยิ้มด้วยรอยยิ้มอันสดใสราวกับดวงรวิวรรณยามเช้า ก่อนจะขยับริมฝีปากและเปล่งเสียงอันประกอบด้วยทำนองอันนุ่มนวลชวนฟัง

นี่คือบทเพลงที่ข้าจะขอมอบให้ท่าน...นามของลำนำนี้คือ รอยยิ้มแห่งโศกา

ปากก็บอกว่าเฟลจนจะเลิกวาดรูป...แต่เอาเข้าจริงก็คว้าดินสอมาเขี่ยนจนได้มารูปนึงอ่ะนะ...เหอๆ...

roughfma00.jpg

ความเน่ากระแทกเข้าตา ความโชแผ่กระจาย กลิ่นอายแห่งเคะลอยคละคลุ้ง...

อยากตะโกนจังเลยว่า...

ตรูวาดผู้ชายไม่เป็นว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยส์!!!!!!!

เอาเหอะ...สู้ต่อไปอีจอยไฟต์!!!!!!!!!!!! [เข้าขั้นบ้าอีกแล้ว]

...ไปดีก่า...


edit @ 2005/08/25 21:53:24