ShortStory

รัตติกาล

เคยบ้างไหม??

ที่มองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

คุณมองเห็นอะไรบ้าง???

บ้างคงเห็นดวงดารา บ้างคงเห็นหมู่เมฆ บ้างคงเห็นดวงจันทรา

แต่ ณ ที่นั้น...

ฉันเห็นสิ่งที่ต่างออกไป...

ความสงบ...

มันสงบนิ่งมาก...

บางวัน เวลาที่ฉันมีจิตใจที่ว้าวุ่น ฉันจะเงยหน้ามองท้องฟ้า จากหน้าต่างของห้องนอนของฉันเอง มองลึกเข้าไป ณ ท้องฟ้าสีดำ

ละทิ้งความวุ่นวายบนโลก

แสวงหาความสงบสุขจากท้องทิวา

สีสันแห่งความมืดมิดทำให้จิตใจของฉันสงบลงได้อย่างน่าประหลาด

มันทำให้ความเครียดทั้งมวลในหัวใจของฉันถูกปลดลง

ยิ่งดึก...

ยิ่งสงบ...

แม้ในเมืองใหญ่ ฉันจะไม่มีโอกาสได้เห็นดวงดาวเช่นในต่างจังหวัด แต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงความสวยงามอันแฝงมาด้วยความลึกลับของท้องฟ้า

ฉันเคยมองขึ้นไปอย่างท้องฟ้ายามที่คนที่ฉันรักคนหนึ่งจากไป ยามนั้น ฉันต้องการสงบจิตใจที่สั่นไหวของตัวเอง

พลัน ของเหลวใสๆก็ไหลออกมาจากขอบตาที่ร้อนผ่าวของฉัน และล่วงหล่นจากใบหน้าของฉันและหายไปในความมืดมิด

ท้องฟ้า...ดึงเอาความรู้สึกส่วนลึกของใจฉันออกมา

ความรู้สึกกลัวภายในจิตใจ มันดึงสิ่งนั้นออกมา และให้ฉันได้ระบายสิ่งที่กดดันอยู่ภายในให้ออกมา

คนที่เคยมีพระคุณอย่างสูงส่งกับฉัน...คนที่ฉันรักและนับถือที่สุด...

เขาได้จากไปแล้ว...อย่างไม่มีวันกลับ...

ภาพของคนผู้นั้นลอยขึ้นมากลางอากาศ น้ำตาของฉันไหลทะลักไม่หยุด

ฉันนึกอยากจะกระโดดออกไปกลางท้องฟ้านั้น และโอบกอดคนผู้นั้นให้แน่น...

แต่...

ยามนั้น...ราวกับท้องฟ้ากระซิบถ้อยคำผ่านสายลมเข้ามากระทบกับโสตประสาทของฉันเป็นคำปลอบ

...ร้องไปเถอะ...จงร้องไห้พอใจ...

ราวกับว่า ความมืดมิดคอยสร้างสัมผัสที่อบอุ่นให้กับฉัน

ในวันที่งานศพที่คนผู้นั้นจากไป...

ฉันไม่หลั่งน้ำตา...

น้ำตาของฉันถูกเก็บไว้ลึกในจิตใจ

หัวไหล่ของฉันถูกใช้เป็นที่ซับน้ำตาของใครหลายๆคน

ฉันกล้ำกลืนฝืนทนไม่หลั่งน้ำตา และแสดงความอ่อนแอออกมาให้คนอื่นเห็น และยอมเป็นที่พึ่งให้กับผู้อื่น

ฉันพยายามที่จะแข็งแกร่ง

แต่สุดท้าย...

ก็ต้องมาร่ำไห้...

อยู่ใต้ผืนฟ้ายามรัตติกาลอันยิ่งใหญ่...

เช่นเดียวกับ...

ทุกคน...

ความมืดมิดให้ที่พึ่งพิงแก่ฉัน...

ความลึกลับที่มอบความสบายใจให้แก่ฉัน...

ความสงบนิ่งที่มอบจิตใจที่มั่นคงให้แก่ฉัน...

ขอขอบคุณ...

ท้องฟ้ายามรัตติกาลที่สวยงาม...

by : ~Rena~ SSW

เรื่องสั้นเขียนสด= =" ช่วยติชมด้วยแล้วกันนะคะ^ ^"

นี่คือหนึ่งในสิ่งที่เราอยากจะเล่า

วันหนึ่งของการทำโด เราต้องรบกวนให้แม่พาเราไปส่งที่นั่นไปที่นี่ วันนั้นแม่เราโมโหคนคนหนึ่ง แม่เราก็นั่งบ่นให้เราฟังระหว่างการเดินทางอันสุดจะหฤหรรษ์

แม่เราบ่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนเราต้องเอ่ยว่า "แม่คะ แม่พูดไปคนนั้นเขาก็ไม่ได้ยิน เขาก็ไม่รู้สึกรู้สา แต่แม่คะ คนที่รู้สึกแย่คือนู๋คนนี้น ที่ยืนฟังแม่พุดอยู่ตรงนี้นะคะ" ตอนนี้กลับมาหวนคิดถึงตอนนั้น แอบรู้สึกผิดมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะที่แม่อารมณ์ไม่ดีก็เพราเราลากแม่ไปไหนต่อไหน แล้วตอนนั้นเราก้ใกลืสติจะแตกด้วย อารมณ์มันก็แบบนะ แค่กลั้นไม่ให้ตัวเองกรีดลั่นรถไฟใต้ดินได้ก็นับถือตัวเองแล้วแล้วระหว่างที่เรานั่งอยู่บนรถ ในวันเดียวกันนั้น ตอนนั้นแม่บ่นเรื่องคนนั้นต่อ แล้วแม่ก็เดินลงจากรถไปเข้าห้องน้ำ เราร้องไห้เลยพอแม่ลับสายตาไป มันเครียดมากๆ มันอัดอั้นสุดๆ ความรู้สึกตอนนั้นคืออยากระบายออกมาให้หมด ช่วงเวลาที่ทำโดนี่ยอมรับเลยว่า เราเครียดมากๆ ด้วยอะไรก็ตาม เหมือนกับสิ่งรอบๆตัวมันบีบอัดเข้ามาหาเราซะทุกเรื่อง แล้วเราก็ปาดน้ำตาเพราะรู้ว่าอีกแปปเดียวแม่ก็คงมาแล้ว พอแม่มาเราก็นั่งเงียบตลอดทางเลย ตอนนั้นนึกอยากจะไม่คิดทำโด นึกอยากจะหายตัวไป นึกอยากจะประสบอุบัติเหตุตายหนีปัญหา ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ ตอนนั้นนั่งถามตัวเอง เราจะมาทำทำไม หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ

แล้วเมื่อวานที่เรานั่งจัดหน้ากระดาษถึงตี2 ตอนนั้นตาเราเลื่อนไปหมด โลกมันเหมือนกับสั่นไหวไปทั้งใบ เมื่อเราละสายตาจากหน้าจอเราก็เหมือนกับวูบ มองไม่เห็นอะไรเลย ทุกอย่างเป็นสีขาวโพลนและในพริบตาเดียวสิ่งที่เราเห็นคือห้องของเรา...แต่มันถูกคลุมด้วยสีเขียว!?!? อึ้งมาก รู้สึกเลยว่าตัวเองฝืนสังขารมากๆ

กว่าเราจะส่งไฟล์เสร็จก็ตี4พอดีเป๊ะๆ แล้วเราก็ตะกายขึ้นเตียงเอาผ้าห่มคลุมตัวเอาหัวแนบหมอนหลับมากำลังจะผ่อนคลายเต็มที่...พ่อเดินเข้ามา จอยไปโรงเรียนได้แล้ว พ่อเข้ามาปลุก...แล้วพ่อก็เดินออกไป

ความรู้สึกตอนนั้นคืออยากร้องกร๊ดให้ลั่นบ้าน เราอยากนอน เราอยากพัก เราอยากผ่อนคลาย ตอนนั้นเราอาบน้ำไปร้องไห้ไป เราทรมานมากๆ อาจจะเพราะไม่เคยทรมานขนาดนี้ก้ได้ ตอนนั้นฟีลว่ารู้สึกแย่มากๆ แล้วตอนนั่งรถไปร.ร.เราก็นั่งหลับจนไม่ได้ไหว้อนุสาวรีย์เจ้าพระยา

แล้วเราก็ปั่นหน้าเดินไปหาเพื่อนๆ ยิ้มให้เพื่อน แล้วก็กะจะไปแฮงค์บนห้องเรียนก่อนเรียน...แต่แล้วเสียงนรกก็ดังขึ้น การบ้านเหลืออีกแม่งเยอะพ่อแม่!!! เราก็นั่งแหกตาปั่น ไม่ได้นอน

แต่พอเรียนพิเศษตอนเย็นเราก็รู้ได้ว่าร่างกายตนเองไม่ไหวแล้วจริงๆเพราะเบลอมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พอจะกลับมานอน โทรศัพก็ดังว่าไฟล์ต้นฉบับโดที่เราส่งไปมันมีปัญหาต้องเอากลับมาแก้ ตอนนั้นอยากกรีดอีกรอบ แต่ก็นั่งแหกตาแก้ๆๆๆๆ แล้วก็ส่งไปก่อนจะได้รับคำตอบว่า ไฟลืเรียบร้อยไม่มีปัญหา

ตอนนี้เราควรจะไปนอนสินะ...แต่ทำไมมานั่งอัพบลอค...เพราะว่าเรานอนไม่หลับน่ะสิ ตามันค้างแล้ว...ตอนนี้ไม่ง่วงแล้วล่ะ แม้จะรู้ว่าสังขารน่ะไปแล้วก็ตาม

แต่ฟีลตอนนี้นะ...เราภูมิใจอ่ะ เราเพิ่งรู้สึกได้ว่าตัวเองได้ทำสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนสำเร็จ เราดีใจที่ได้มาทำโดนี้ มันทำให้เราเห็นโลกมากขึ้น คิดได้หลายมุมมากขึ้น มันทำให้เราได้สัมผัสกับสิ่งที่เด็กในวัยเดียวกันหลายๆคนไม่ได้สัมผัส มันคือความภูมิใจลึกๆที่เราบอกไม่ถูก ทั้งๆที่ช่วงที่ทำเราทั้งเครียด ทั้งกลุ้ม ทั้งอยากตาย แต่เราก็ฝ่าฟันมันมาจนได้...ฝ่าฟันมันจนมาถึงดวงดาวแห่งความฝันที่เราวาดเอาไว้ เมื่อเรามายืนอยู่ตรงนี้ในเวลานี้ มันคือความภาคภูมิใจของเรา

ในวันนี้เราอยากจะไปกราบเท้าขอโทษพ่อแม่ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่พ่อแม่หามา ก่อนหน้านี้เมื่อเรายังเด็กกว่านี้เมื่ออยากได้อะไร เราก็ร้องขอพ่อแม่ พ่อแม่ไม่ให้ก็งอนตามประสาเด็ก แม้ว่าพอเราจะโตขึ้นมาเราจะไม่ได้งอนพ่อแม่ แต่ตอนนี้ เราอยากจะกราบงามๆลง ณ แทบเท้าของผู้ให้กำเนิดผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง แล้วบอกว่า

"พ่อแม่คะ...นู๋ขอโทษสำหรับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่พ่อแม่หามาและโดนนู๋ผลาญไป บัดนนี้นู๋รู้แล้วว่า พ่อแม่ต้องลำบากแค่ไหนกับการที่จะหาเงินมาให้นู๋ใช้ นู๋ขอโทษสำหรับทุกสิ่ง และขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง นู๋รักพ่อกับแม่ค่ะ"

ความเฟลเริ่มปลิวหายไปกับสายลมแห่งกำลังใจ...

ช่วงนี้รู้สึกเบลอมากอะไรก็จำไม่ค่อยได้แถมเหม่อบ่อยกว่าแต่ก่อนอีก= =

อ่ามีเรื่องสั้นๆมาแปะ แต่งไว้สองสามวันแล้วแหละ มีความรู้สึกว่าสำนวนมันเน่าลง ซิกๆ TT TT"

ชื่อ first meeting [ชื่อเหมือนฟิคท่านเจ๊เรยอ้ะ=[]=!]

แรงบันดาลใจจากพี่สาวที่นั่งแต่งฟิคอยู่ข้างๆ

ดวงจันทราแลดาราอันสุกสกาวลอยเด่นเป็นสง่าอยู่กลางท้องนภาอันกว้างใหญ่และทอแสงสีเงินอาบผืนป่าอันกว้างใหญ่ไปพร้อมกับการทาทาบเงาลงบนผืนวารีอันนิ่งสงบ

ดวงตาสีดำสนิทหม่นหมองราวกับถ่านทอดมองไปยังพื้นน้ำอันนิ่งสงบเบื้องหน้า เส้นผมสีเงินสลวยราวกับเส้นไหมชั้นเลิศปลิวไปตามสายลมยามรัตติกาลซึ่งหอบเอากลิ่นไอแห่งพฤกษาชาติมาโอบอุ้มร่างบางของหญิงสาวไว้

มือเรียวเล็กยกขึ้นสัมผัสกับผิวน้ำอย่างแผ่วเบา ความเยียบเย็นแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของหญิงสาว สัมผัสที่ลื่นไหลโลมเลียไปทั่วนิ้วมือทั้งห้าอย่างช้าๆ

ความคิดและสติล่องลอยคล้อยตามไปกับบรรยากาศแห่งป่าดงพงไพร เสียงแผ่วเบาของเหล่าสรรพสัตว์ในป่าใหญ่แว่วผ่านโสตประสาทไปช้าๆหมอกเมฆที่บางเบาเริ่มโรยตัวลงทั่วบริเวณและบดบังเอาวิสัยทัศน์ออกจากสายตาของหญิงสาว กลิ่มหอมแห่งบุบผานานาพรรณไหลผ่านจมูกของหญิงสาวโดยที่เจ้าตัวมิได้สนใจ

พลันลำนำอันไพเราะก็ดังกังวานก้องแทรกผสมไปกับอณูของอากาศธาตุไหลผ่านใบหูเรียวของหญิงสาวดึงเอาความสนใจของนางไปจนหมดสิ้น

เสียงดนตรีอันประกอบด้วยท่วงทำนองที่ราวกับมีนางอัปสรออกมาร่ายรำคลอเคลียไปตามจังหวะ โน้ตดนตรีอันกังวานสดใสราวกับหยาดน้ำค้างยามอรุณรุ่งทิ้งตัวลงไปยังพื้นธรณีเป็นเสียงเพลง ความรู้สึกเศร้าหมองหมุนวนไปกับตัวโน้ตพร้อมกับรอยยิ้มที่หมุนวนไปกับท่วงทำนอง

ดวงตาสีดำของหญิงสาวกวาดหาต้นกำเนิดของเสียงเพลงนั้นอย่างรวดเร็ว พลันสายตาของนางก็ไปสะดุดกับร่างระหงส์ของหญิงสาวอีกนางหนึ่งที่ซึ่งมิอาจจะมีใครทราบได้ว่านางมานั่งอยู่ที่โขดหินกลางสายน้ำนี้ตั้งแต่เมื่อใด

ดวงหน้าหวานประหนึ่งหยาดน้ำผึ้งอันบริสุทธิ์และดวงแก้มสีระเรื่อสวย ดวงเนตรสีฟ้าประกายแสงอ่อนรับเข้ากับเรือนผมยาวสยายสีน้ำเงินเข้มดั่งท้องฟ้าในยามนี้ แพรผ้าสีขาวบางปลิวไสวดึงดูดสายตาห่อหุ้มร่างบางเอาไว้ นิ้วมือเรียวยาวกรีดกรายลงบนพิณสีเงิน สร้างท่วงทำนองอันน่าหลงไหลให้ดังกังวานสะท้อนพื้นวารีเบื้องล่าง ริมฝีปากสีชมพูจางขับเนื้อเพลงแห่งลำนำให้ขับขานยั่วยวน

หญิงสาวผมสีเงินรอจนบทเพลงนั้นจบลง พร้อมกับการกรีดพิณเป็นครั้งสุดท้ายของหญิงสาวนางนั้น เมื่อเพลงนั้นสิ้นสุดดวงตาสีฟ้าก็ค่อยๆกวาดมาหาหญิงสาวผมสีเงินอย่างช้าๆ ก่อนจะแย้มยิ้มด้วยรอยยิ้มอันสดใสราวกับดวงรวิวรรณยามเช้า ก่อนจะขยับริมฝีปากและเปล่งเสียงอันประกอบด้วยทำนองอันนุ่มนวลชวนฟัง

นี่คือบทเพลงที่ข้าจะขอมอบให้ท่าน...นามของลำนำนี้คือ รอยยิ้มแห่งโศกา

ปากก็บอกว่าเฟลจนจะเลิกวาดรูป...แต่เอาเข้าจริงก็คว้าดินสอมาเขี่ยนจนได้มารูปนึงอ่ะนะ...เหอๆ...

roughfma00.jpg

ความเน่ากระแทกเข้าตา ความโชแผ่กระจาย กลิ่นอายแห่งเคะลอยคละคลุ้ง...

อยากตะโกนจังเลยว่า...

ตรูวาดผู้ชายไม่เป็นว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยส์!!!!!!!

เอาเหอะ...สู้ต่อไปอีจอยไฟต์!!!!!!!!!!!! [เข้าขั้นบ้าอีกแล้ว]

...ไปดีก่า...


edit @ 2005/08/25 21:53:24